รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณว่าไทยยังไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้ราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและทำให้ตลาดทั่วโลกประเมินทิศทางดอกเบี้ยใหม่ ความเห็นดังกล่าวได้รับความสนใจเพราะเกิดขึ้นในช่วงที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ซึ่งมีผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากหลายประเทศมารวมตัวกัน

พิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินของ ธปท. ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ระหว่างการประชุมว่า ธปท. สามารถคงจุดยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระดับปัจจุบันได้ เขาระบุว่าแรงกระแทกด้านพลังงานทำให้ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น แต่ภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเริ่มต้นของไทยยังเปิดช่องให้ธนาคารกลางประเมินสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ

ความเห็นนี้ไม่ได้หมายความว่า ธปท. รับประกันว่าจะไม่ขึ้นดอกเบี้ย และไม่ได้เป็นมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) การตัดสินใจอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นในการประชุมของ กนง. ซึ่งปฏิทินของ ธปท. ระบุการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นักลงทุนและผู้ประกอบการจึงควรแยกความเห็นของรองผู้ว่าการออกจากมติที่ประกาศหลังการประชุม

เบื้องหลังของประเด็นนี้คือธนาคารกลางหลายประเทศกำลังเผชิญโจทย์ที่สวนทางกัน หากขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อก็อาจเพิ่มภาระต้นทุนสินเชื่อให้ครัวเรือนและธุรกิจ แต่หากรอมากเกินไป เงินเฟ้อจากพลังงานและต้นทุนขนส่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่นได้ Reuters รายงานเมื่อ 8 ตุลาคมว่า ผู้ว่าการ ธปท. ก็เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย และนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้

สิ่งที่ควรติดตามก่อนถึงวันประชุม ได้แก่ ราคาน้ำมันและค่าขนส่งว่าจะผ่อนคลายหรือเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยในรอบถัดไป ค่าเงินบาทและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ตลอดจนถ้อยแถลงของผู้กำหนดนโยบายในเวที IMF–World Bank หากแรงกดดันด้านราคาลดลง ธปท. อาจมีพื้นที่รักษาดอกเบี้ยไว้เพื่อพยุงกิจกรรมเศรษฐกิจ แต่หากต้นทุนพลังงานส่งผ่านสู่ราคาสินค้าในวงกว้าง ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อก็อาจเปลี่ยนการประเมินได้

สำหรับประชาชน ข่าวนี้ยังไม่ใช่สัญญาณให้รีบกู้หรือรีบปรับแผนการเงินตามความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย ผู้กู้ควรตรวจเงื่อนไขดอกเบี้ยลอยตัวและความสามารถชำระหนี้ของตนเอง ส่วนธุรกิจควรติดตามต้นทุนพลังงานและเงินทุนควบคู่กัน การประชุมวันที่ 28 ตุลาคมและข้อมูลเศรษฐกิจที่จะเผยแพร่ก่อนหน้านั้นจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ธปท. จะรักษาจุดยืนเดิมหรือปรับน้ำหนักความเสี่ยงใหม่